วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

sql server


ทำ SQL instance เดียวหลาย database หรือแยก 1 instance 1 database ดีกว่ากัน
Filed under: SQL Server — Leave a comment
March 1, 2012

คำถามนี้ตอบยากครับ มีหลายปัจจัย เอาเป็นว่า “SQL instance เดียวหลาย database” เมื่อเปรียบเทียบกับ “1 instance 1 database” คือ
ข้อดี

    - ประหยัด resource ทั้ง processing power, และ ram เนื่องจากว่ามี SQLservr.exe แค่ process เดียว ไม่ต้องไปแย่งกับใคร
    - ประหยัดพื้นที่ฮาร์ดดิสก์เพราะทุก database ใช้ executable files ชุดเดียวกัน ในกรณีติดตั้งหลาย instance ก็จะมีไฟล์ SQLservr.exe (และไฟล์ข้างเคียง) ตามจำนวน instance
    - หากมีผู้ใช้งานหลายๆ คน คอนฟิก logins ทีเดียว แล้วนำไปใช้กับได้หลาย database

ข้อจำกัด

    - application ที่เรียกใช้งาน SQL server ทุกตัวต้องสนับสนุน SQL server เวอร์ชั่นเดียวกัน service pack และ hotfix เดียวกัน
    - อาจเกิดปัญหาเรื่อง configuration ได้ เพราะบางครับซอร์ฟแวร์สำเร็จรูปที่เรียกใช้งาน SQL server อาจต้องการ configuration parameter ในระดับของ instance ที่ต่างกันก็ได้
    - หากมี DBA หลายทีม หรือ application owner หลายทีม จะแยกกันทำงานลำบาก

ซึ่งในบางสถานการณ์นอกจากควรจะแยก instance แล้ว แยก OS กันเลยอาจเหมาะสมกว่าครับ
Tags: หลาย databases, หลายดาต้าเบส, แยก instance, instance, sql, sql server
Comment
เลือกเป็น simple recovery model แล้ว ทำไม transaction logs ยังมีขนาดใหญ่
Filed under: SQL Server — Leave a comment
December 9, 2011

เนื่องจากทุก transaction จะต้องถูกเขียนลง log ก่อนที่จะลง data file ดังนั้นหาก transaction มีขนาดใหญ่ เช่น ลบหลาย record ขนาดรวม 5GB ก็จำเป็นต้องเขียน logs ขนาด 5GB แม้ว่าจะเป็น simple recovery model ก็ตาม นอกจากนี้จะทำให้เกิด I/O สูงมากด้วย ดังนั้นแนะนำให้ซอยเป็น transaction ย่อยๆ โดยใช้ TOP และ @@ROWCOUNT มาช่วยทำงานครับ ตัวอย่างตามข้างล่าง


    DECLARE @Done BIT
    SET @Done = 0
    WHILE @Done = 0
      BEGIN
        DELETE TOP (20000) -- reduce if log still growing
          FROM SomeTable WHERE SomeColumn = SomeValue
        IF @@ROWCOUNT = 0
          SET @Done = 1
        CHECKPOINT -- marks log space reusable in simple recovery
      END

ที่มา http://stackoverflow.com/questions/1448857/there-must-be-a-way-to-delete-data-in-sql-server-w-o-overloading-the-log
Comment
Recovery Model คืออะไร
Filed under: SQL Server — Leave a comment
December 9, 2011

Recover Model เป็นโหมดที่จะเลือกการเก็บ transaction logs ว่าจะเก็บอย่างไร
ซึ่งมีอยู่ 3 แบบ แต่ละแบบจะมีรายละเอียดต่างกันคือ
Full

    เก็บทุกอย่าง ปลอดภัยสุด
    ข้อดี
    - เก็บการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด หาก database file เสียสามารถกู้คืนได้โดยใช้ transaction logs
    - สามารถ recovery แล้วเลือกเวลาที่ต้องการ (point in time recovery) เช่น database มีปัญหาตอน 12:30น. ดังนั้นสามารถ recovery ไปยังสถานะเมื่อเวลา 12:25 ก่อนที่จะมีปัญหาได้
    ข้อควรระวัง
    - transaction logs จะมีขนาดใหญ่มาก ต้อง backup logs สม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ logs file โตเกินไป

Simple

    ประหยัดพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ที่สุด
    ข้อดี
    - transaction เมื่อ checkpoint แล้วจะลบออก transaction logs file ทำให้ logs file มีขนาดเล็ก
    ข้อควรระวัง
    - หาก database file เสีย ต้อง restore จาก backup เท่านั้น ไม่สามารถนำ transaction logs มา redo ได้
    - ไม่สามารถเลือกว่าจะ restore ไปยังเวลาที่ต้องการได้ restore ได้เฉพาะ ณ เวลาที่ backup เท่านั้น

Bulk-logged

    เหมาะกับงานพวก Analysis Service ที่ต้อง import data ขนาดใหญ่
    ข้อดี
    - เหมือนกับ full ยกเว้นไม่เก็บ transaction logs เวลาทำ bulk insert
    ข้อควรระวัง
    - เหมือนกับ full

โดยสามารถคอนฟิกจาก SQL Server Management Studio (SSMS) มีขั้นตอนดังนี้

    1) คลิ๊กขวาที่ Database Name ที่ต้องการ
    2) เลือก Properties จาก drop down menu
    3) เลือก Options ในกรอบด้านซ้ายมือ
    4) เปลี่ยน recovery model ตามที่ต้องการ
    5) กด OK เพื่อยืนยันการแปลี่ยนแปลง

Tags: bulk, full, simple
Comment
System Database ของ SQL คืออะไร และมีอะไรบ้าง
Filed under: SQL Server — Leave a comment
November 3, 2011

เวลาเราเรียกใช้งาน SQL Server Management Studio (SSMS) จะพบว่า SQL Server นั้นมี database สร้างไว้อยู่แล้ว 4 DB เราจะเรียก DB เหล่านี้ว่า System Database ซึ่งประกอบไปด้วย

Master

    - เป็น database หลัก จะเป็นที่เก็บค่าคอนฟิกของ SQL server เช่น Instance configuration, login, linked server เป็นต้น และจะเป็น database ตัวแรกที่ถูกโหลดขึ้นมาเวลา SQL Server ทำงาน
    - ซึ่งถ้า Master database corrupt ล่ะก็ start service ไม่ขึ้นกันทีเดียว ดังนั้นแนะนำให้ backup Master database ไว้เป็นระยะๆ ด้วยนะครับ

TempDB

    - ตามชื่อเลยครับ เป็น database ชั่วคราว เช่นเป็นที่อยู่ของ temporary tables, พี่พัก result ที่ได้ระหว่าง join หลายๆ table, ที่พักตอน sort, row version สำหรับงาน snapshot
    - โดย TempDB จะถูกเคลียร์ที่ครั้งที่ SQL server start ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้อง backup TempDB
    - และเพื่อให้ SQL server ทำงานได้เร็วขึ้น แนะนำให้ย้าย TempDB ไปไว้ใน disk ลูกที่เร็วที่สุดครับ

Model

    - เป็น template database เช่นถ้าอยากให้ database ใหม่ที่สร้างหลังจากนี้มี table, store procedure, user หรืออื่นๆ อยู่ในทุก database ก็ให้มาสร้าง object เหล่านั้นไว้ใน Model database แต่จะไม่มีผลกับ database ที่เคยสร้างไว้ก่อนหน้าแล้วนะครับ มีผลกับของใหม่เท่านั้น

MSDB

    - ใช้เก็บคอนฟิกของ SQL Agent, SSIS package (หรือ DTS package ในสมัย SQL 2000) นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลประวัติ backup ไว้ด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์มากเวลาต้องการรู้ว่า database ไหน backup ไปเมื่อไหร่

นอกจากนี้ยังมี system database อื่นๆ อีกขึ้นอยู่กับว่าได้ติดตั้งและใช้งานฟีเจอร์อื่นๆ หรือไม่ เช่น Resource, Distribution และ ReportServer
Comment
SQL Named Instance คืออะไร
Filed under: SQL Server — Leave a comment
November 1, 2011

Microsoft SQL Server ยอมให้เรามี SQL Server Service หลายๆ ตัวได้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน โดยใช้ฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Named Instance ซึ่งเราสามารถตั้งชื่อ SQL instance แต่ละตัวแยกกันได้ โดยการเรียกใช้จะเป็น “ServerName\InstanceName” ซึ่งจะพ่วงชื่อ instance มาด้วย ต่างกับ default instance ที่อ้างแค่ชื่อเซิร์ฟเวอร์เปล่าๆ แบบนี้ “ServerName”

สำหรับการตั้งชื่อนั้นทำได้ตั้งแต่ตอนที่ติดตั้ง SQL Server โดยหากไม่ระบุ named instance จะได้ชื่อ instance เป็น MSSQLSERVER ซึ่งก็คือ default instance หรือชื่อเซิร์ฟเวอร์เปล่าๆ นั่นเอง และหากต้องการ instance เพิ่มก็แค่รัน setup.exe ซ้ำอีกครั้ง แล้วก็เลือกชื่อ instance ที่ไม่ซ้ำกับของเดิมครับ

    ข้อควรระวังสำหรับผู้ใช้งาน SQL Express Edition
    SQL Express Edition จะต่างกับของเสียเงินนิดนึงหากไม่ระบุชื่อ instance จะสร้าง named instance ที่ชื่อว่า SQLExpress ให้อัตโนมัติ ดังนั้นเวลาใช้งานก็ต้องอ้างเป็น “ServerName\SQLExpress” แต่ถ้าอยากได้ default instance ใน SQL Express Edition ก็ให้เลือกตั้งชื่อเป็น MSSQLSERVER แทน ก็จะได้ default instance เวลาใช้งานสามารถอ้างเป็นชื่อเซิร์ฟเวอร์เปล่าๆ ได้เลยครับ

ข้อดีของการมีหลาย SQL Instance ในเครื่องเดียว
1) สามารถติดตั้ง SQL Server ได้หลายเวอร์ชั่น หลาย Edition ในเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวกัน เช่น
    1a) มี SQL 2008 R2 Standard สำหรับงาน production และมี SQL 2008 Express สำหรับทำเป็นระบบทดสอบในเครื่องเดียว
    1b) บางโปรแกรมต้องกำหนด collation พิเศษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อ database อื่นในกรณีที่มี instance เดียวได้
2) การบริหารจัดการและดูแลรักษาของแต่ละ Named Instance แยกจากกัน
    เช่น เวลาแพตช์ SQL Express ต้องมี downtime ก็ทำได้ โดยอีก instance ที่เป็น SQL Standard ก็ยังทำงานได้ตามปกติ

แล้วข้อควรระวังของหลาย instance ล่ะ
1) ใช้ทรัพยากรของเครื่องเซิร์ฟเวอร์มากกว่า มีหลาย database แต่ใช้ Instance เดียว
2) ต้องระวังเรื่อง Disk I/O throughput และ Network Bandwidth ของ instance ที่ใช้งานสูงอาจกระทบกับ instance อื่นได้
3) ภาระบริหารจัดการจะสูงขึ้นเพราะต้องดูแลหลายที่ เช่น แพตช์, login, permission ก็ต้องทำหลายที่
4) การคิด license
    4a) SQL 2005 – เฉพาะ processor license และ Enterprise server license ที่สามารถทำหลาย instance โดยไม่ต้องซื้อเพิ่มได้
    4b) SQL 2008 – ทั้ง processor license และ server license ไม่ว่าจะ edition ไหน ก็สามารถทำหลาย instance โดยไม่ต้องซื้อเพิ่มได้ อ่านเพิ่ม ที่นี่
    4c) SQL 2008 R2 – ยังไม่มีข้อมูล
    ดังนั้นเรื่อง License แนะนำให้ปรึกษากับไมโครซอฟท์หรือคนขายก่อนจะดีกว่าครับ
Comment
อยากทำ SQL Cluster ต้องมีอะไรบ้าง
Filed under: SQL Server — Leave a comment
October 26, 2011

พูดถึงเรื่อง SQL Server ก็มักจะมีคำถามว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้ SQL Server มี high availability คำตอบแรกๆ และง่ายๆ ก็จะเป็นทำ Cluster วันนี้เราจะมีดูกันว่าต้องมีอะไรบ้างครับ

Hardware
1) เครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง — แน่ล่ะสิทำ cluster ก็ต้องเป็น 2 เครื่อง active กะ stand-by
2) share storage — อันนี้ยากแล้ว ถ้าจะให้ดีประสิทธิภาพสูงก็หนีไม่พ้น SAN หรือถ้าอยากได้ของถูก iSCSI ก็ได้นะ แต่คุณภาพสู้ไม่ได้แน่นอน
3) ระบบ Active Directory — เนื่องจากทุก advanced solution ต้องพึ่ง AD ดังนั้น SQL Cluster ก็เช่นกัน

Software
1) Windows Server 2008 R2 Enterprise Edition 2 licenses — ขอย้ำว่า Enterprise นะ เพราะต้องทำ Microsoft Fail Over Cluster
2) Microsoft SQL Server 2008 R2 Standard Editon 2 license — ถ้าทำแค่ cluster 2 node ใช้แค่ standard ก็พอครับ แต่หากอยากได้มากกว่านั้น ก็คงต้องกัดฟันจ่ายเงินเพิ่มเป็น Enterprise Edition สำหรับของฟรี Express Edition หมดสิทธิ์กับงาน cluster ครับ
3) SQL CALs ตามจำนวน client ถ้าข้อที่แล้วซื้อเป็น processor license ก็ข้ามได้ครับ

วิธีการแบบคร่าวๆ
1) ติดตั้ง Windows Server ลงบนทั้ง 2 เครื่อง และ patch ต่างๆ
2) ติดตั้ง Fail Over Cluster ลงบน Windows ทั้ง 2 เครื่องก่อน (แนะนำว่าควรจะมี share storage สำหรับ quorum disk ด้วย) ขั้นตอนนี้ต้องเตรียม IP เผื่อสำหรับ Virtual IP ของ Fail Over Cluster ด้วยนะครับ
3) ติดตั้ง SQL Cluster โหนดแรก โดยเลือกจาก New SQL Server Failover Cluster Installation ในหน้า Install Wizard ของ SQL
4) ติดตั้ง SQL Cluster โหนดที่สอง คราวนี้เลือก Add node to a SQL Server failover cluster แทนครับ
5) ติดตั้ง service pack และ hotfix อันนี้พิศดารนิดนึง สมัย SQL 2005 ทำที่ active node แล้วมันจะส่งมาที่ passive node ให้เอง แต่พอ SQL 2008 เป็นต้นมา เราต้องทำที่ passive node ก่อน แล้ว failover แล้วค่อยกลับไปทำที่ active node ที่กลายเป็น passive ไปแล้วแทน แม้ว่าจะยุ่งยากขึ้น แต่ downtime ลดลงนะครับ

ปล. High Availability กับ SQL server ไม่ได้มีแค่ Cluster นะครับ ที่พูดกันเยอะเพราะทำง่ายสุดครับ เพราะยังมีหลายทางเลือกเช่น Replication, Log Shipping, Mirroring หรือแม้แต่ Virtualization ก็มีครับ
Comment
อยากใช้ Microsoft SQL Server แต่ไม่อยากเสียเงิน
Filed under: SQL Server — Leave a comment
October 24, 2011

ปัจจุบันโปรแกรมใหม่ๆ มักจำเป็นต้องใช้ฐานข้อมูล ซึ่งหากเป็นโปรแกรมบนวินโดวส์ก็จะมี Microsoft SQL Server อยู่ในรายชื่อแรกๆ แต่ว่าจะทำอย่างไรดีถ้าเราต้องการประหยัดงบ คำตอบง่ายๆ ครับ ทางไมโครซอฟท์แจกโปรแกรม Microsoft SQL Server Express Edition ให้ได้ใช้ฟรีกันมาเรื่อยๆ ซึ่งเวอร์ชั่นล่าสุดเป็น Microsoft SQL Server 2008 R2 Express Edition โดยมีให้เลือกทั้ง 32-bit และ 64-bit ตามแต่วินโดวส์ของผู้ใช้งานครับ นอกจากนี้ยังมีแยกประเภทอีกว่าจะให้รวมหรือไม่รวม Management Studio ซึ่งเป็นซอร์ฟแวร์ที่ใช้บริหารจัดการตัว SQL Server ด้วย โดยตัวผมแนะนำให้เลือกตัวที่รวม Management Studio ไว้จะดีกว่าครับเผื่อต้องมาแก้ปัญหาหรือมาดูคอนฟิกในอนาคตจะได้ไม่ลำบากนักครับ

สำหรับผู้ที่สนใจอยากดาวน์โหลด Microsoft SQL Server 2008 R2 Express Edition ไปใช้งานสามารถเข้าไปที่นี่เลยครับ
http://www.microsoft.com/download/en/details.aspx?id=23650

วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

เป้าหมายนักกีตาร์

บัญญัติในการฝึกกีต้าร์เพื่อให้เกิดพัฒนาการยิ่งๆ ขึ้น มีอยู่ว่า

- ก่อนเล่นควรวอร์มนิ้วด้วยการไล่สเกล ต่าง ๆ หรือ โครเมติก ( เพื่อเป็นการยืดเส้น ยืดสาย ของนิ้วมือ )
- ควรฝึกกับเมโทรนอม โดยเริ่มจากช้า ๆ ( เล่นให้ตรงกับจังหวะ )
- เล่นจากช้า ๆ ให้เคลียร์ และ ชัดเจน จากนั้นค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นทีละนิด
- ฝึกอย่างอดทน และ ใจเย็น ๆ อย่าใจร้อน
- จะฝึกเล่นเร็วให้ได้ คุณต้องเล่นจากจังหวะช้า ๆ ให้ตรงกับเมโทรนอมสะก่อน เพราะถ้าจังหวะไม่ตรง มันจะมีผลต่อคุณทันทีในระยะยาว ( คุณอาจจะเล่นร่วมกับวงไม่ได้ )
- ท่อนเพลง ท่อนไหน ที่คุณฝึกแล้วยังรู้สึกว่าแทมมิ่งยังไม่ตรง แนะนำว่าให้แก้ไขจุดนั้นทันที โดยอย่าพึ่งข้ามไปเล่นท่อนอื่น ให้เล่นท่อนนั้น ๆ + แทมมิ่งในท่อนนั้นให้เคลียร์สะก่อน
- อย่าพึ่งใส่ใจในเรื่องของสำเนียง เน้นการเล่นให้ชัด และ เคลียร์ไว้ก่อน จากนั้นสำเนียงจะค่อย ๆ มาเอง
- เน้นการฝึกจากขั้นพื้นฐาน ให้ดีสะก่อน ส่วนเรื่องเทคนิคยาก ๆ อย่าพึ่งไปสนใจ
- ฝึกกับเมโทรนอม จนให้รู้สึกว่า ซึมซับอยู่ในหัว ( อย่าลืมนะ ว่า เมโทรนอมเปรียบเสมือน เป็นมือกลองของคุณ )
- การเล่นดนตรี ต้องใช้หูในการฟังเยอะ ๆ ( ยกตัวอย่าง ถ้าฝึกกับเมโทรนอม ให้วางเมโทรนอมไว้ด้านหลังไปเลย ไม่ต้องมองเมโทรนอม ใช้หูฟังเอา )
- สำเนียงของคุณจะมาเอง ( มีข้อแม้ว่า ) คุณต้องเล่นจนนิ้วไปเองโดยธรรมชาติ เล่นจนเลิกกังวลในเรื่องต่าง ๆ
- ความเร็วจะมาเองเช่นกัน โดยที่คุณไม่รู้ตัว ( แต่ว่า คุณก็ต้องฝึกจากช้า ๆ ให้ชัวร์สะก่อน เพราะถ้าช้า ๆ ไม่ชัวร์ เล่นเร็วขอบอกว่า เละเป็นโจ๊กแน่นอน )
- ฝึกการเล่นเพลงต่าง ๆ เยอะ ๆ เพื่อเป็นข้อมูลกับตัวเอง ( เพลงอะไรก็ได้ จะเพลงไทยเพราะ ๆ ก็มีเยอะแยะ )
- ในกรณีที่เล่นคนเดียว ไม่มีเพื่อนเล่น ให้เล่นรึทึ่มอัดเอาไว้ จากนั้นก็เปิดเพื่อฝึกเล่นกับตัวเอง จะเสมือนได้ว่า มีคนเล่นรึทึ่มเพื่อให้เราได้เล่นโซโล่ หรือเล่นในลายอื่น ๆ 
- เน้นในเรื่องของฟอร์มคอร์ดต่าง ๆ ในการจับคอร์ดให้ได้หลายๆ ฟอร์ม ( ทั่วคอกีต้าร์ )
- ควรฝึกสเกลต่างๆ ให้ได้ทุก ๆ คีย์ ทั้ง 5 แพทเทริน์
- การฝึก จำเป็นมาก ๆ ที่จะต้องฝึกให้ถูกต้อง ถูกวิธี ( อันนี้มีผลมากครับ ) เพราะถ้าใจร้อนฝึกแบบผิดวิธี มันจะทำให้เราติดนิสัยฝึกแบบผิด ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ มีผลในการเล่นระยะยาวแน่นอน เปรียบเหมือนว่า เราเดินหลงทางไปเรื่อย ๆ 
- เพิ่มความเร็วของแทมโป้ขึ้นทีละนิดในการฝึก ( ฝึกจนไม่รู้สึกว่า "เกร็ง" )
- ควรรู้ในเรื่องของทฤษฎีพื้นฐานบ้าง เช่น คีย์ไหนมีกี่ # คีย์ไหนมีกี่ b ตัวไหนติด # ตัวไหนติด b บ้าง เป็นต้น
- สัดส่วนของตัวโน้ต มีความสำคัญต่อการเล่น ฉะนั้นอย่ามองข้ามในเรื่องของ "สัดส่วน "
- สมาธิเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการเล่นกีต้าร์ เพราะฉะนั้น ควรฝึกในเรื่องของสมาธิให้ดี ถ้าสมาธิคุณไม่นิ่ง การเล่นของคุณจะเกิดอาการ "แกว่ง"

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับง่าย ๆ ( จาก อ. บุญชอบ ) ของการฝึกซ้อมครับ


ที่มา www.guitarthai.com

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จะรวยหรือจน


ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง เขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น 10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม ดังนั้น จึงขอนำมาเผยแพร่ เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่า เราอยู่ในด้านไหนของสังคม และจะต้องทำอย่างไร เพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวย
    ความแตกต่างข้อแรก ก็คือ เศรษฐีคิดยาว แต่คนชั้นกลางคิดสั้น ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือ คนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือ คิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปีๆ หรือเป็นสิบๆปี ในใจของคนจน เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวย เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออม และลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือ สูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง
    ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น นี่คงไม่ได้หมายถึง ว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่า คนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจน และมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดีๆ หรือมีมุมมองต่างๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น
    ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางรู้สึกว่า การเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวย คิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้ อาจจะมาจากการที่คนรวย มีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลาง ที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ๆ ได้
    ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย จะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ขณะคนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดี จะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริงๆ จะมีน้อยมาก
ตัวอย่างที่ เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่ มักจะกลัวการลงทุนในหุ้น หรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคา โดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้ว มันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
    ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริงๆ เพราะในความรู้สึกของผม การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐาน ที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้นความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่คนชั้นกลาง พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ๆ
ความ รู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไป เพราะไม่มีการสอนในโรงเรียน ก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวย มักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้
    ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง คนรวยมองว่านี่คือ หนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่า แม้จะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลาง มักจะไม่กล้าเสี่ยง และอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเอง มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้
    ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเมนท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคน ที่ไม่ค่อยบอก หรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิล เกตส์
    ข้อแปด คนรวย มีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่ง เพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลายๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยง ทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก
    ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้อง เสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงาน เพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง
    สุดท้ายข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบ และเสียกำลังใจ เช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ? และนั่นก็คือ ความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง แน่นอน คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย ผมคิดว่าการยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า

บทความไม่ทราบที่มาครับ ขอบคุณเจ้านของบทความ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

แนวโน้มอนาคตการทำงาน

1. นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย 2. เพิ่มคุณภาพของสินค้า 3. พัฒนาฝีมือแรงงาน เช่น พนักงานขายอาจต้องทำการส่งเสริมการตลาดร่วมด้วยในการเรียกลูกค้า 4. มองหาช่องทาง และเจาะตลาดใหม่ เพื่อสร้างรายได้ให้สูงขึ้น 5. สร้างแบรนด์สินค้า 6. เตรียมพร้อมรับการแข่งขันในการเปิด AEC 7. มองหาช่องทาง

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

CIO, IT Director, IT Manager มีหน้าที่อะไร


โพสต์โดย maxbasic เมื่อ Feb 7, '10 11:08 PM สำหรับ ทุกคน
คำถามยอดนิยมเวลาสัมภาษณ์งานสำหรับตำแหน่งผู้นำของแผนก IT ก็คือ คุณคิดว่า CIO , IT manager, IT director เขามีหน้าที่อะไร

นี่ เป็นคำถามที่ง่าย แต่คนตอบเหนื่อยเพราะต้องอธิบายกันยืดยาวและใช้เวลาตอบนานมาก ใช้เป็นคำถามวัดกึ๋นของผู้สมัครได้เลยว่าทำงานในตำแหน่งบริหารแผนก IT มานานแค่ไหน รู้บทบาทของงานนี้จริงๆหรือไม่

ในมุมมองของผม ตำแหน่งระดับ CIO, IT director พวกนี้ข้ามผ่านงานระดับ operation มาแล้ว เขาผ่านงานITระดับต้น ถึงระดับกลางมาอย่างโชกโชน อย่างน้อยก็กว่า 15 ปีล่ะ ตอนนี้ก็จะเริ่มๆไต่ขึ้นระดับสูงแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะไต่ขึ้นระดับสูงกันได้หมด จะขึ้นระดับสูงได้อย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติดังนี้

- คิดเป็น แน่นอนว่าตำแหน่งนี้ต้องคิดมาก และคิดเป็น คิดลงลึกและคิดในแนวกว้าง ต้องคิดดักหน้าคนอื่นไป 2-3 ก้าว

- เป็นผู้นำคนได้ ตำแหน่ง CIO, IT director ต้องนำคนจำนวนมากอยู่แล้ว ทักษะในการเป็นผู้นำเป็นสิ่งสำคัญ การเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นคนสั่งการทุกอย่างเสมอไป นั่นมัน ผจก รุ่นโบราณแล้ว ผจก รุ่้นใหม่นี่จะทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำ นำทางให้คนอื่นเดินตาม ต้ิองให้ผู้ตามมีส่วนร่วมแสดงความเห็นในการกำหนดทิศทางของแผนก และคอยอธิบายให้เขาฟังเมื่อเห็นว่าแนวคิดบางอย่างของเขายังไม่ถูกต้อง ถ้าทำอย่างนี้ไปบ่อยๆ นานๆเข้าลูกน้องคุณจะเก่งขึ้นมาเอง ส่วนจะเก่งมากหรือน้อยก็แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน

- คัดคนเป็น หัวหน้าที่ดีต้องรู้จักวิธีสัมภาษณ์คน อ่านคนให้ออก และเลือกคนที่มีศักยภาพจริงๆออกมาให้ได้ ข้อนี้พูดง่าย แต่ทำยากครับ เพราะการที่จะสัมภาษณ์คนได้เก่งๆ มองคนให้ิิออกจากการคุยกันแค่ 20-30 นาทีนี่คนสัมภาษณ์ต้องชำนาญและสัมภาษณ์คนมาเยอะ ตัวผมเองก็สัมภาษณ์คนมาเป็นหลักหลายร้อยคน กว่าจะจับทางออกว่าทำอย่างไรเราถึงจะคัดคนที่น่าสนใจออกมาจากการสัมภาษณ์ได้ นี่ก็ต้องลองผิดลองถูกมาเยอะ

- ฝึกลูกน้องให้เก่ง อันนี้สำคัญสำหรับองค์กรสมัยใหม่ที่เน้นการสร้างคน และเน้นการทำงานเป็นทีม การทำงานสมัยนี้หมดยุคข้ามาคนเดียว เก่งคนเดียวไปนานแล้ว องค์กรสมัยใหม่เน้นให้มีขนาดเล็ก มีคนน้อย แต่ทำงานมาก คนแต่ละคนทำงานหลายอย่าง แถมทำงานทดแทนกันได้ในยามจำเป็นด้วย หน้าที่หลักของหัวหน้าคือสร้างคนให้เก่งขึ้นมาช่วยแบ่งเบาภาระของตน และสร้างคนเก่งๆให้องค์กร บริษัทใหญ่ๆเขาจะเน้นมากเรื่องต้องสร้างลูกน้องที่จะทำหน้าที่ผู้สืบทอดจาก ตัวหัวหน้าให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้เสมอไป ในหลายองค์กรเราพบว่าบรรดาลูกน้องจำนวนมากในแผนกยังมือไม่ถึง และห่างชั้นจากตัวหัวหน้าอยู่หลายขุม เมื่อถึงคราที่หัวหน้าลาออกไป หรือโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น ลูกน้องเดิมก็ไม่สามารถทดแทนได้ สุดท้ายก็ต้องรับคนนอกเข้ามาแทน

- สื่อสารกับคนรอบตัวทั้งระดับเดียวกัน ระดับสูงกว่าและระดับที่ต่ำกว่าได้ดี มีทักษะในการพูด

- อ่านใจนายออก ข้อนี้สำคัญ คุณทำงานมาถึงระดับนี้แล้ว คงไม่ต้องให้นายมาคอยบอกไปทุกเรื่องว่าต้องการอะไร จะต้องทำอย่างไร คุณต้องมองให้ออกว่าเราควรจะต้องทำอะไรแล้วนำเรื่องไปปรึกษากับเจ้านาย ถ้าได้รับไฟเขียวก็ลุยได้เลย อย่าลืมว่าเราต้อง proactive ไม่ใช่ reactive

- ผ่านประสบการณ์ IT มาทั้ง hardware, software, network ถึงแม้ว่าในระดับนี้คุณไม่ต้องลงมือทำงานระดับ operation เองแล้ว แต่คุณต้องผ่านงานเหล่านี้มา เพื่อจะสามารถแนะแนวทางการทำงานให้ลูกน้องได้ และรู้ด้วยว่าลูกน้องของคุณกำลังมั่วอยู่หรือเปล่า

- วางงบและควบคุมงบประมาณแผนก IT ได้อย่างเชี่ยวชาญ หลังจากที่ผมทำงานคุมงบมาหลายปี ผ่านมาทุกรูปแบบ จนตอนนี้มองภาพออกแล้วว่า IT director หรือ CIO นั้นต้องอ่านงบ IT ได้อย่างชำนาญ มองออกเลยว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน และจะหั่นงบตรงไหนดี งานหลักอย่างหนึ่งของตำแหน่งนี้คือหั่นงบส่วนเกินทิ้ง ในขณะเดียวกันก็ต้องดูให้แน่ใจว่ามีงบอย่างเพียงพอที่จะทำงานที่สำคัญให้ ลุล่วง

- เจรจาต่อรองเก่ง ในตำแหน่งนี้คุณต้องเจรจาต่อรองกับคนจำนวนมาก ทั้งในหน่วยงาน IT ด้วยกัน นอกหน่วยงาน IT หรือคนจากบริษัทอื่น เจรจาอย่างไรคุณจึงจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ และคู่เจรจาก็ยังรู้สึกดีและยินดีทำตามสิ่งที่ตกลงกัน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำยากครับ บางครั้งมันก็ไม่สำเร็จอย่างสวยงามเสมอไป

- ปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว โลกสมัยใหม่นี่ธุรกิจปรับตัวเร็ว ชาว IT ยิ่งต้องปรับตัวได้เร็วกว่า ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรับมือกับสถานการณ์ฺต่างๆได้อย่างเหมาะสมเป็น สิ่งสำคัญที่ตำแหน่งนี้ต้องมี

- บริหารจัดการ vendor ได้ดี อันนี้สามารถทำประโยชน์ให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล ทั้งได้ราคาพิเศษ ได้รับรู้เทคโนโลยีใหม่เป็นคนแรก ได้เงื่อนไขพิเศษจากการต่อรองกับ vendor

- มองการณ์ไกล ต้องมองไปข้างหน้าให้ได้ 3-5 ปี ไม่ต้องนานขนาด 10ปีหรอก โลกสมัยนี้มันก้าวไปเร็ว และเปลี่ยนเร็วมาก มองไปข้างหน้าได้ 3 ปีผมว่าก็เก่งแล้ว

- หลักการคิดดี รู้จักคิด และรู้จักตั้งคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ คนที่อยู่ระดับนี้ไม่จำเป็นต้องรู้ละเอียดหรือรู้ลึกในทุกๆเรื่อง โดยทั่วไปเขาจะรู้หลักการกว้างๆ รู้ business process ของหน่วยงานต่างๆในบริษัทดี เมื่ออยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมในเชิงลึกก็เข้าไปถามคนที่เกี่ยวข้อง

- นำเสนอแนวคิดและหลักการได้ดี ขายแนวคิดให้คนอื่นยอมรับและนำไปปฏิบัติได้

- เป็นนักฝัน...... คนระดับนี้ต้องฝันให้ไกลและไปให้ถึง เขาต้องมองภาพงานของแผนก IT ในอนาคตได้ว่าจะเป็นอย่างไร จากนั้นจึงกำหนดแผนยุทธวิธีที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ จากแผนยุทธวิธีก็เอามากำหนดเป็นแผนปฏิบัติงานในแต่ละปีเพื่อบรรลุเป้าหมาย ระยะยาว

- ตามทันโลก, CIO, IT director ที่ดีต้องตามทันโลกว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว คู่แข่งเขาใช้ IT อย่างไรให้เกิดความได้เปรียบทางธุรกิจ คนที่จะทำงานตรงนี้ต้องเป็นนักอ่านตัวยง อ่านทั้งจากเว็บ จากนิตยสาร จากหนังสื่อพิมพฺ์ต่างๆ

- รู้จักธุรกิจที่ตัวเองกำลังทำอยู่ดี นี่เป็นกฏสำคัญข้อแรกเลยก็ว่าได้ ถ้า CIO ไม่รู้จักธุรกิจของบริษัทตัวเองเป็นอย่างดี ไม่เข้าใจ business process โดยรวมของทั้งองค์กรแล้ว เขาจะไม่สามารถกำหนดแผนงาน IT ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรได้ ผมเคยอ่านเจอว่าเมื่อ Starbuck รับ CIO คนใหม่เข้ามาทำงาน งานแรกของเขาคือไปเป็นพนักงานขายกาแฟอยู่หน้าร้านก่อน 10-15 วัน เพื่อให้เข้าใจธุรกิจ ก่อนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ CIO ซึ่งผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้เป็นอย่างมาก ถ้า CIO คนไหนเอาแต่นั่งฝันหรือควบคุมงานทั้งหมดจากสำนักงานใหญ่ โดยไม่ไปคลุกคลีพบปะกับลูกค้าเลย ผมว่า CIO คนนั้นยากที่จะกำหนดทิศทางของแผนก IT ให้สอดคล้ิองกับเป้าหมายของธุรกิจ และใช้ IT เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ

- รู้จักการเมืองในที่ทำงาน เข้าใจว่าการเมืองเป็นอย่างไร อ่านเกมส์ออก แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเล่นการเมืองในที่ทำงานกับเขาด้วยล่ะ ที่ต้องรู้ก็เพื่อจะสามารถเอาตัวรอดได้ในที่ทำงาน และสามารถผลักดันงานของแผนก IT ให้บรรลุเป้าหมายได้ โดยใช้การเมืองเข้ามาเสริม คุณต้องรู้ว่าต้องพูดเรื่องไหนกับใคร และใครจะช่วยคุณผลักดันเรื่องต่างๆได้ ถ้าจะให้ดีคุณต้องสามารถสลายขั้วทางการเมืองในออฟฟิศให้ได้ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆเลย

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คู่มือการติดตั้ง CentOS-5.3_Authen_Log_Server


คู่มือการติดตั้ง CentOS-5.3_Authen_Log_Server Featured

คู่มือการติดตั้ง CentOS-5.3_Authen_Log_Serverคู่มือการติดตั้ง CentOS-5.3_Authen_Log_Server
คู่มือการติดตั้ง CentOS-5.3_Authen_Log_Server
คู่มือนี้พัฒนาเพิ่มเติมจาก  Gigazaa_V1  ครับ  แต่ปรับปรุงให้มีครอบคลุมยิ่งขึ้น  โปรแกรมที่มีในการติดตั้งทั้งหมด  คือ

- Set Mirror Update  เป็นของ  ม.เกษตรฯ
- Setup Mirror  rpmforge
- Setup Mirror silfreednet
- Setup and Install Apache  web server By yum
- Setup and Install MySQL Database Server By yum
- Setup and Install PHP5  By yum
- Setup and Install Freeradius By yum
- Setup And Install Chillispot
- BUU-Management
- ezradius
- Setup and Install phpmyadmin By yum
- Setup phpsysinfo report
- Setup radiusContex report
- Setup and Install sarg report
- Setup lightsqiud report
- Setup and Install Samba file server By yum
- script backup radact and access.log to samba
- script clear user ใน radius เมื่่อ reboot Server

*****************************************

Update :  28-05-2011

ตอนนี้สามารถติดตั้งกับ  CentOS-5.6-x86-64 บิต  ได้แล้วครับ

ส่วนเพิ่มเติม

- ตั้งเวลา  Clearsquid  ทุกคืนตอนตี 4
- ตั้งเวลาให้เครื่อง  restart  ทุกวันที่  1  ของเดือน
- แจกไอพี เป็น   192.168.2.0/23  (ได้  500  กว่า  ไอพี)
- แก้ไขบั๊กหน้าสมัครสมาชิก   register.php

---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลดคู่มือ    http://203.113.117.68/downloads/authen/CentOS_Authen.rar

ไฟล์สำหรับติดตั้ง  CentOS-5x  เวอร์ชั่น 32  ฺบิต   http://203.113.117.68/downloads/authen/Hotspot32.tar.gz

ขั้นตอนติดตั้ง

คัดลอกไฟล์  Hotspot32.tar.gz  ไปไว้ในเซิร์บเวอร์ใน  /home  แล้วสั่ง

# tar -zxvf Hotspot32.tar.gz

# cd Hotspot

# ./install
ระบบจะทำการติดตั้งโปแกรมและคอนฟิกค่าต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้อง  เสร็จแล้วจะ  รีสตาร์ท  1  ครั้ง.....

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไฟล์สำหรับติดตั้ง  CentOS-5x  เวอร์ชั่น 64  ฺบิต   http://203.113.117.68/downloads/authen/Hotspot64.tar.gz

ขั้นตอนติดตั้ง
คัดลอกไฟล์  Hotspot64.tar.gz  ไปไว้ในเซิร์บเวอร์ใน  /home  แล้วสั่ง

# tar -zxvf Hotspot64.tar.gz

# cd Hotspot

# ./install

ระบบจะทำการติดตั้งโปแกรมและคอนฟิกค่าต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้อง  เสร็จแล้วจะ  รีสตาร์ท  1  ครั้ง.....

ที่มา

แก้ปัญหา user ต้อง Login 2 ครั้งจึงจะเข้าสู่ระบบได้ (CentOS Hotspot)


แก้ปัญหา user ต้อง Login 2 ครั้งจึงจะเข้าสู่ระบบได้ (CentOS Hotspot)

แก้ปัญหา user ต้อง Login 2 ครั้งจึงจะเข้าสู่ระบบได้

พบคำตอบแล้วครับ ปัญหา user ต้อง Login 2 ครั้งจึงเข้าสู่ระบบได้ เป็นที่ไฟล์ radiusd.conf ศึกษาวิธีแก้ปัญหาจากบทความนี้

# nano /etc/raddb/radiusd.conf

กดปุ่ม Ctrl + w แล้วพิมพ์ cleanup_delay = 5 กดปุ่ม Enter

โปรแกรมจะวิ่งไปที่บรรทัด cleanup_deay = 5 ให้แก้ไขใหม่เป็น cleanup_deay = 0

บันทึกไฟล์ กดปุ่ม Ctrl + o ตามด้วยปุ่ม Enter ออกจากการแก้ไข กดปุ่ม Ctrl + x

สั่งให้ radiusd ทำงานใหม่ด้วยคำสั่ง

# /etc/init.d/radiusd restart
หรือ
# service radiusd restart

ที่มา http://itlampang.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2-user-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-Login-2-%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89-CentOS-Hotspot.html